พระอภิธรรมคืออะไร
กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา อพฺยากตา ธมฺมา
“ธรรมที่เป็นกุศล ธรรมที่เป็นอกุศล ธรรมที่เป็นอัพยากฤต (ไม่ใช่ทั้งกุศลและอกุศล)”
1 หลักอภิธรรม
พระไตรปิฎกแบ่งเป็น ๓ ส่วน คือ พระวินัยปิฎก (ระเบียบของสงฆ์) พระสุตตันตปิฎก (พระธรรมเทศนาที่ทรงแสดงแก่บุคคลต่างๆ) และพระอภิธรรมปิฎก (ธรรมล้วนๆ ที่อธิบายสภาวะของจิต เจตสิก รูป นิพพาน โดยไม่อิงบุคคลหรือเหตุการณ์)
พระอภิธรรมปิฎกมี ๗ คัมภีร์ ได้แก่ ๑) ธัมมสังคณี ๒) วิภังค์ ๓) ธาตุกถา ๔) ปุคคลบัญญัติ ๕) กถาวัตถุ ๖) ยมก ๗) ปัฏฐาน ซึ่งคนไทยจำย่อว่า “สัง วิ ธา ปุ กะ ยะ ปะ”
ตามอรรถกถา พระพุทธเจ้าทรงแสดงพระอภิธรรมโปรดพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และทรงสรุปแก่พระสารีบุตรเพื่อนำมาสอนต่อ ข้อความบาลีข้างบนเป็นบทแรกของคัมภีร์ธัมมสังคณี ซึ่งพระสงฆ์ไทยนิยมสวดในงานศพ
2 เจาะลึก
คำว่า “อภิธรรม” แปลว่าอะไร
“อภิ” แปลว่า ยิ่ง เหนือ หรือวิเศษ “ธรรม” คือ สภาวะที่ทรงไว้ซึ่งลักษณะของตน รวมกันจึงแปลว่า “ธรรมอันยิ่ง” อรรถกถาอธิบายว่าที่เรียกว่ายิ่ง ไม่ได้หมายความว่าเป็นคำสอนคนละเรื่องกับพระสูตร แต่เพราะแจกแจงธรรมเรื่องเดียวกันได้ละเอียดและครบถ้วนกว่า
ตัวอย่างเช่น เรื่องขันธ์ ๕ ในพระสูตรจะอธิบายพอให้ผู้ฟังเข้าใจและปฏิบัติได้ ส่วนในพระอภิธรรม (คัมภีร์วิภังค์) จะแจกแจงทุกแง่มุม ทั้งแบบพระสูตร แบบอภิธรรม และแบบตั้งคำถามตรวจสอบ จนไม่เหลือส่วนใดที่คลุมเครือ
ไตรปิฎกต่างกันอย่างไร
อรรถกถาอัฏฐสาลินีเปรียบเทียบปิฎกทั้ง ๓ ไว้หลายแง่ ที่สำคัญมีดังนี้
- พระวินัยปิฎก เป็น “อาณาเทศนา” คือคำสั่งหรือข้อบังคับ ฝึกด้านศีล และช่วยระงับกิเลสอย่างหยาบที่ล่วงออกมาทางกายและวาจา
- พระสุตตันตปิฎก เป็น “โวหารเทศนา” คือใช้ภาษาสมมติ เช่น เรา เขา บุคคล ฝึกด้านสมาธิ (จิต) และช่วยข่มกิเลสอย่างกลางที่ฟุ้งขึ้นในใจ
- พระอภิธรรมปิฎก เป็น “ปรมัตถเทศนา” คือพูดถึงสภาวะที่มีอยู่จริงล้วนๆ ฝึกด้านปัญญา และเป็นพื้นฐานในการละกิเลสอย่างละเอียดที่นอนเนื่องอยู่ในสันดาน (อนุสัย)
เนื้อหาโดยย่อของ ๗ คัมภีร์
- ธัมมสังคณี (เล่ม ๓๔) — “การรวบรวมธรรม” เปิดด้วยแม่บทหรือ “มาติกา” ที่จัดธรรมเป็นหมวดละ ๓ (ติกะ) และหมวดละ ๒ (ทุกะ) แล้วแจกแจงว่าจิตแต่ละดวงประกอบด้วยเจตสิกอะไรบ้าง รวมทั้งอธิบายรูปและนิพพาน
- วิภังค์ (เล่ม ๓๕) — “การจำแนก” แยกอธิบายธรรม ๑๘ เรื่อง เช่น ขันธ์ อายตนะ ธาตุ อริยสัจ อินทรีย์ และปฏิจจสมุปบาท
- ธาตุกถา (เล่ม ๓๖) — ตรวจว่าธรรมแต่ละอย่างจัดเข้ากับขันธ์ อายตนะ และธาตุได้หรือไม่ และเกิดร่วมหรือไม่เกิดร่วมกับธรรมใด
- ปุคคลบัญญัติ (เล่ม ๓๖) — คัมภีร์เดียวที่พูดถึง “บุคคล” โดยตรง จำแนกประเภทของคนตามคุณธรรมและกิเลส เช่น พระโสดาบัน ผู้มีศรัทธา ผู้มักโกรธ
- กถาวัตถุ (เล่ม ๓๗) — ประมวลการโต้วาทะที่วินิจฉัยความเห็นผิดของนิกายต่างๆ กว่า ๒๐๐ เรื่อง อรรถกถากล่าวว่าพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระแสดงในคราวสังคายนาครั้งที่ ๓ ตามแม่บทที่พระพุทธเจ้าทรงวางไว้
- ยมก (เล่ม ๓๘–๓๙) — “คู่” ตั้งคำถามกลับไปกลับมาเป็นคู่ เพื่อกำหนดขอบเขตความหมายของคำให้แม่นยำ เช่น “กุศลธรรมทั้งหมดเป็นกุศลมูลหรือ” คู่กับ “กุศลมูลทั้งหมดเป็นกุศลธรรมหรือ”
- ปัฏฐาน (เล่ม ๔๐–๔๕) — ว่าด้วยปัจจัย ๒๔ ที่อธิบายว่าธรรมทั้งหลายเกื้อหนุนกันอย่างไร เป็นคัมภีร์ที่ยาวที่สุด ได้รับยกย่องว่าเป็น “มหาปกรณ์” (คัมภีร์ใหญ่)
ที่มาตามอรรถกถา และมุมมองทางวิชาการ
อรรถกถาเล่าว่าในพรรษาที่ ๗ หลังตรัสรู้ พระพุทธเจ้าเสด็จไปจำพรรษาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และทรงแสดงพระอภิธรรมโปรดพุทธมารดา (ซึ่งไปเกิดเป็นเทพบุตรในสวรรค์ชั้นดุสิต และลงมาฟังธรรม) ตลอด ๓ เดือน ทุกวันเมื่อเสด็จลงมาบิณฑบาตในโลกมนุษย์ ทรงสรุปเนื้อหาที่แสดงในวันนั้นแก่พระสารีบุตร พระสารีบุตรจึงนำไปสอนลูกศิษย์ต่อ คำสอนจึงสืบทอดมาถึงปัจจุบัน
ฝ่ายเถรวาทถือว่าพระอภิธรรมเป็นพุทธพจน์ ส่วนนักวิชาการสมัยใหม่จำนวนมากเห็นว่าคัมภีร์อภิธรรมถูกเรียบเรียงและพัฒนาขึ้นในช่วงหลังพุทธกาล โดยจัดระบบจากคำสอนในพระสูตร ไม่ว่าจะเชื่อมุมมองใด เนื้อหาก็ยังเป็นแผนที่ที่ละเอียดที่สุดชุดหนึ่งในการศึกษาจิตใจ
ทำไมจึงสวดพระอภิธรรมในงานศพ
ประเพณีนี้เชื่อมโยงกับเรื่องที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงอภิธรรมโปรดพระมารดาที่ล่วงลับไปแล้ว คนไทยจึงนิยมนิมนต์พระมาสวดพระอภิธรรมเพื่ออุทิศกุศลแก่ผู้ล่วงลับ บทที่สวดคือบทย่อของทั้ง ๗ คัมภีร์ เริ่มจากธัมมสังคณี “กุสลา ธัมมา…” ไล่ไปจนถึงปัฏฐาน “เหตุปัจจโย อารัมมณปัจจโย…”
แต่เนื้อหาของบทสวดไม่ได้พูดถึงความตายหรือชีวิตหลังความตายเลย กลับเป็นการวิเคราะห์จิตใจของคนที่ยังมีชีวิตอยู่ การฟังสวดอภิธรรมจึงเป็นการทบทวนความจริงของชีวิตสำหรับผู้ที่ยังอยู่ด้วย
เปิดประตูบานแรก: กุศล อกุศล อัพยากฤต
บทแรกของธัมมสังคณีแบ่งทุกสิ่งที่มีอยู่จริงออกเป็น ๓ กลุ่ม ซึ่งเป็นแว่นที่จะใช้มองธรรมตลอดทั้งบทเรียนนี้
- กุศล — ธรรมที่ดีงาม ไม่มีโทษ และให้ผลเป็นสุข เช่น จิตที่ประกอบด้วยเมตตาหรือความไม่โลภ
- อกุศล — ธรรมที่มีโทษ และให้ผลเป็นทุกข์ เช่น จิตที่มีโลภะ โทสะ หรือโมหะ
- อัพยากฤต — ธรรมที่ไม่ใช่ทั้งกุศลและอกุศล ได้แก่ ๑) วิบาก คือผลของกรรม เช่น การเห็นหรือการได้ยิน ๒) กิริยา คือจิตที่ทำหน้าที่แต่ไม่ก่อผลกรรม เช่น จิตของพระอรหันต์ ๓) รูปทั้งหมด ๔) นิพพาน
3 เข้าใจง่ายๆ
ถ้าพระสูตรเหมือน “ครูที่คุยกับนักเรียนทีละคน” ปรับคำพูดให้เหมาะกับแต่ละคน พระอภิธรรมก็เหมือน “ตำราวิทยาศาสตร์ของจิตใจ” ที่แยกแยะว่าในชีวิตเรามีอะไรเกิดขึ้นจริงบ้าง ทำงานอย่างไร และเป็นเหตุเป็นผลกันอย่างไร
ลองเทียบกับการเรียนแพทย์ หมอที่ตรวจคนไข้ต้องพูดภาษาที่คนไข้เข้าใจ เช่น “ปวดท้องตรงไหน” (เหมือนพระสูตร) แต่เบื้องหลังหมอต้องเรียนกายวิภาคที่แยกร่างกายเป็นอวัยวะ เนื้อเยื่อ และเซลล์ (เหมือนพระอภิธรรม) ความรู้ละเอียดแบบนี้ทำให้รักษาได้ตรงจุด
เช่นเดียวกัน เวลาเรารู้สึกว่า “ฉันโกรธ” พระอภิธรรมจะช่วยให้เห็นว่าจริงๆ แล้วมีจิตดวงหนึ่งเกิดขึ้น มีโทสะเกิดร่วมด้วย มีเหตุคืออารมณ์ที่ไม่ชอบใจ และสักพักก็ดับไป เมื่อเห็นละเอียดขึ้น ความโกรธก็ไม่ใช่ “ตัวเรา” ที่ต้องยึดไว้อีกต่อไป
คนมักคิดว่าพระอภิธรรมเป็นบทสวดสำหรับคนตาย แต่จริงๆ แล้วเป็นเรื่องของคนเป็นล้วนๆ — เป็นแผนที่ของใจที่เราใช้อยู่ทุกวินาที
4 ลองสังเกตในชีวิตจริง
- ครั้งหน้าที่ได้ยินพระสวด “กุสลา ธัมมา…” ในงานศพ ให้รู้ว่านี่คือการแบ่งทุกสิ่งในโลกเป็น ๓ แบบ: ดี ไม่ดี และกลางๆ
- ลองสังเกตใจตัวเองตอนนี้: เป็นกุศล อกุศล หรือกลางๆ?
- ลองตั้งเวลาวันละ ๓ ครั้ง (เช้า กลางวัน ก่อนนอน) เมื่อถึงเวลาให้หยุดถามตัวเองสั้นๆ ว่า “ใจตอนนี้เป็นแบบไหน” ไม่ต้องตัดสินหรือแก้ไข แค่รู้ว่าเป็นแบบไหน
- สังเกตความต่างระหว่าง “ภาษาสมมติ” กับ “สภาวะจริง” เช่น แทนที่จะคิดว่า “เขาทำให้ฉันโกรธ” ลองเปลี่ยนเป็น “มีการได้ยินเสียง แล้วมีความไม่ชอบใจเกิดขึ้น”
- ถ้าสนใจต้นฉบับ ลองเปิดพระไตรปิฎกเล่ม ๓๔ (ธัมมสังคณี) ที่ 84000.org อ่านเฉพาะหน้าแรกที่เป็นมาติกา จะเห็นว่าบทสวดที่เคยได้ยินมาจากตรงนี้
5 คำศัพท์น่ารู้
- อภิธรรม
- ธรรมอันยิ่ง ธรรมที่ละเอียดลึกซึ้ง
- ปิฎก
- ตะกร้าหรือกระจาด ใช้หมายถึงหมวดหมู่ของคัมภีร์
- มาติกา
- แม่บท หัวข้อหลักที่ใช้เป็นโครงของการอธิบาย
- ปรมัตถ์
- ความจริงขั้นสูงสุด สภาวะที่มีอยู่จริง ไม่ใช่แค่ชื่อเรียก
- บัญญัติ / สมมติ
- ชื่อเรียกที่ตั้งขึ้นเพื่อสื่อสาร เช่น คน รถ บ้าน
- กุศล
- ธรรมที่ดีงาม ไม่มีโทษ ให้ผลเป็นสุข
- อกุศล
- ธรรมที่มีโทษ ให้ผลเป็นทุกข์
- อัพยากฤต
- ธรรมที่ไม่ใช่ทั้งกุศลและอกุศล ได้แก่ วิบาก กิริยา รูป และนิพพาน
- วิบาก
- ผลของกรรม
- อนุสัย
- กิเลสอย่างละเอียดที่นอนเนื่องอยู่ในใจ รอโอกาสจะเกิดขึ้น
- อรรถกถา
- คัมภีร์รุ่นหลังที่อธิบายพระไตรปิฎก
6 สรุปท้ายบท
- พระอภิธรรม = ธรรมอันยิ่ง คือคำสอนเรื่องเดียวกับพระสูตร แต่แจกแจงละเอียดถึงระดับสภาวะที่มีอยู่จริง
- พระสูตรใช้ภาษาสมมติ (เรา เขา บุคคล) ส่วนพระอภิธรรมใช้ภาษาปรมัตถ์ (จิต เจตสิก รูป นิพพาน)
- มี ๗ คัมภีร์ จำว่า “สัง วิ ธา ปุ กะ ยะ ปะ” ในพระไตรปิฎกฉบับภาษาไทยอยู่ในเล่ม ๓๔–๔๕
- บทแรกแบ่งธรรมทั้งหมดเป็น กุศล อกุศล และอัพยากฤต
- พระอภิธรรมเป็นเรื่องของคนเป็น ไม่ใช่เรื่องของคนตาย
7 ทบทวนตัวเอง
“สัง วิ ธา ปุ กะ ยะ ปะ” ย่อมาจากอะไร
ชื่อ ๗ คัมภีร์ของพระอภิธรรมปิฎก คือ ธัมมสังคณี วิภังค์ ธาตุกถา ปุคคลบัญญัติ กถาวัตถุ ยมก และปัฏฐาน
คัมภีร์ใดยาวที่สุด และว่าด้วยเรื่องอะไร
ปัฏฐาน ว่าด้วยปัจจัย ๒๔ ที่อธิบายว่าธรรมทั้งหลายเป็นเหตุเป็นปัจจัยแก่กันอย่างไร
“การเห็น” จัดเป็นกุศล อกุศล หรืออัพยากฤต
อัพยากฤต เพราะจิตเห็นเป็นวิบาก คือผลของกรรมในอดีต ตัวมันเองไม่ดีไม่ชั่ว แต่สิ่งที่คิดต่อหลังจากเห็นอาจเป็นกุศลหรืออกุศลก็ได้
พระสูตรกับพระอภิธรรมต่างกันอย่างไร
พระสูตรสอนด้วยภาษาสมมติที่ปรับให้เหมาะกับผู้ฟัง (โวหารเทศนา) ส่วนพระอภิธรรมอธิบายสภาวะที่มีอยู่จริงล้วนๆ โดยไม่อิงบุคคล (ปรมัตถเทศนา)