ชวนะกับการให้ผลของกรรม
กมฺมสฺสกา มาณว สตฺตา กมฺมทายาทา กมฺมโยนี กมฺมพนฺธู กมฺมปฏิสรณา
“มาณพ สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทของกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย (จูฬกัมมวิภังคสูตร)”
1 หลักอภิธรรม
กรรมคือเจตนา และกรรมใหม่ถูกสร้างที่ช่วงชวนะของวิถีจิต ซึ่งปกติเกิด ๗ ขณะ
อภิธัมมัตถสังคหะแบ่งกรรมตามเวลาให้ผลได้ ๔ อย่าง คือ ๑) ทิฏฐธัมมเวทนียกรรม — ให้ผลในชาตินี้ (จากชวนะดวงที่ ๑) ๒) อุปปัชชเวทนียกรรม — ให้ผลในชาติถัดไป (จากชวนะดวงที่ ๗) ๓) อปราปริยเวทนียกรรม — ให้ผลในชาติต่อๆ ไป (จากชวนะดวงที่ ๒–๖) ๔) อโหสิกรรม — กรรมที่หมดโอกาสให้ผล
นอกจากนี้ยังจำแนกกรรมตามหน้าที่ (ชนกกรรม อุปัตถัมภกกรรม อุปปีฬกกรรม อุปฆาตกกรรม) ตามลำดับการให้ผล (ครุกรรม อาสันนกรรม อาจิณณกรรม กตัตตากรรม) และตามภูมิที่ให้ผล รวมเป็น “กรรมจตุกกะ” คือกรรม ๔ หมวด หมวดละ ๔
2 เจาะลึก
กรรมคืออะไร และไม่ใช่อะไร
ในบทที่ ๔ เราเรียนว่า “เจตนาคือกรรม” กรรมจึงหมายถึงการกระทำที่มีเจตนา ไม่ใช่ “ผล” ที่ได้รับ คนไทยมักพูดว่า “เป็นกรรมของเขา” เมื่อหมายถึงเคราะห์ร้าย แต่ในภาษาอภิธรรม สิ่งที่ได้รับคือ “วิบาก” ส่วนกรรมคือเหตุที่ทำไว้
กรรมเกิดได้ ๓ ทาง คือ กายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม การคิดพยาบาทแม้ไม่ได้พูดหรือทำอะไรก็เป็นมโนกรรมแล้ว ส่วนการกระทำที่ไม่มีเจตนา เช่น เผลอเหยียบมดโดยไม่รู้ ไม่เป็นกรรมฆ่าสัตว์
กรรมเกิดที่ชวนะ และให้ผลต่างเวลากัน
ตามบทที่ ๙ ชวนะ ๗ ขณะในวิถีจิตเดียวกันเป็นจิตประเภทเดียวกัน แต่มีกำลังและเวลาให้ผลต่างกัน ชวนะดวงแรกยังไม่มีแรงสะสม ดวงสุดท้ายกำลังจะหมดแรง ส่วนดวงกลางมีกำลังมากที่สุด
กรรม ๔ ตามหน้าที่
กรรมไม่ได้ทำงานเดี่ยวๆ แต่ทำงานร่วมกันเหมือนปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อต้นไม้ต้นหนึ่ง
- ชนกกรรม — กรรมที่ทำให้วิบากเกิดขึ้น ทั้งปฏิสนธิจิตและวิบากระหว่างชีวิต เหมือนเมล็ดพันธุ์
- อุปัตถัมภกกรรม — กรรมที่ไม่ได้ให้ผลเอง แต่ช่วยเสริมให้ผลของกรรมอื่นดียิ่งขึ้นหรือเลวยิ่งขึ้น เหมือนปุ๋ยและน้ำ
- อุปปีฬกกรรม — กรรมที่บีบคั้น ทำให้ผลของกรรมอื่นอ่อนลง เหมือนแมลงศัตรูพืช เช่น เกิดในตระกูลดีแต่สุขภาพไม่ดีตลอดชีวิต
- อุปฆาตกกรรม — กรรมที่ตัดรอนผลของกรรมอื่นจนหมด แล้วให้ผลของตนแทน เหมือนขวานที่โค่นต้นไม้ (เชื่อมกับการตายแบบอุปัจเฉทกกรรมในบทที่ ๑๐)
กรรม ๔ ตามลำดับการให้ผล
เมื่อใกล้ตาย มีกรรมหลายอย่างรอให้ผลนำเกิด กรรมที่มีกำลังมากกว่าจะได้โอกาสก่อน ดังอุปมาโคในคอกที่เล่าไว้ในบทที่ ๑๐
- ครุกรรมฝ่ายกุศล คือ ฌาน (มหัคคตกุศล) ผู้ที่ได้ฌานและไม่เสื่อมจะเกิดในพรหมโลก
- ครุกรรมฝ่ายอกุศล คือ อนันตริยกรรม ๕ ได้แก่ ฆ่ามารดา ฆ่าบิดา ฆ่าพระอรหันต์ ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนห้อพระโลหิต และทำสงฆ์ให้แตกกัน รวมทั้งนิยตมิจฉาทิฏฐิ (ความเห็นผิดที่ดิ่งลงจนปฏิเสธกรรมและผลของกรรม)
กรรม ๔ ตามภูมิที่ให้ผล
หมวดสุดท้ายของกรรมจตุกกะแบ่งตามระดับของกรรม ซึ่งให้ผลในภูมิต่างกัน (รายละเอียดของภูมิอยู่ในบทที่ ๑๒)
- อกุศลกรรม — ให้ผลนำเกิดในอบายภูมิ และให้ผลที่ไม่น่าปรารถนาในภูมิอื่นๆ
- กามาวจรกุศลกรรม — ให้ผลนำเกิดเป็นมนุษย์และเทวดา ๖ ชั้น
- รูปาวจรกุศลกรรม (รูปฌาน) — ให้ผลนำเกิดในรูปพรหม
- อรูปาวจรกุศลกรรม (อรูปฌาน) — ให้ผลนำเกิดในอรูปพรหม
กุศลกรรมบถ ๑๐ และองค์ของกรรม
กุศลกรรมบถเป็นภาพกระจกของอกุศลกรรมบถในบทที่ ๕ ได้แก่ ทางกาย ๓ — เว้นจากฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม ทางวาจา ๔ — เว้นจากพูดเท็จ ส่อเสียด คำหยาบ เพ้อเจ้อ ทางใจ ๓ — ไม่โลภอยากได้ของผู้อื่น ไม่พยาบาท และมีความเห็นถูก
กรรมบถจะ “ครบ” ต้องมีองค์ครบ เช่น การฆ่าสัตว์มีองค์ ๕ ตามอรรถกถา คือ สัตว์มีชีวิต รู้ว่ามีชีวิต มีจิตคิดจะฆ่า พยายามฆ่า และสัตว์ตายด้วยความพยายามนั้น ถ้าขาดองค์ใด ก็ยังเป็นอกุศลกรรม แต่ไม่ถึงขั้นกรรมบถ
อะไรทำให้กรรมหนักหรือเบา
อรรถกถาอธิบายว่ากรรมเดียวกันอาจหนักเบาต่างกันตามปัจจัยหลายอย่าง เช่น คุณธรรมของผู้ที่ถูกกระทำ ความแรงของกิเลสและเจตนา และความพยายามที่ใช้ การทำบุญกับผู้มีศีลมีผลมากกว่า และการทำร้ายผู้มีคุณมีโทษหนักกว่า
ในโลณกสูตร พระพุทธเจ้าเปรียบว่า ถ้าใส่เกลือหนึ่งก้อนลงในถ้วยน้ำเล็กๆ น้ำจะเค็มจนดื่มไม่ได้ แต่ถ้าใส่เกลือก้อนเดียวกันลงในแม่น้ำคงคา น้ำก็ไม่เค็ม บาปเล็กน้อยของคนที่ไม่ได้อบรมกาย ศีล จิต ปัญญา อาจให้ผลหนัก แต่บาปเท่ากันของคนที่อบรมดีแล้วให้ผลเบาบาง กรรมจึงไม่ได้คิดแบบหนึ่งต่อหนึ่ง
ตัวอย่างผลของกรรมจากจูฬกัมมวิภังคสูตร
มาณพชื่อสุภะทูลถามว่าทำไมมนุษย์จึงต่างกัน พระพุทธเจ้าตรัสตอบเป็นคู่ๆ ว่ากรรมแบบใดมักนำไปสู่ผลแบบใด
- ฆ่าสัตว์ → อายุสั้น · เว้นจากการฆ่า มีเมตตา → อายุยืน
- เบียดเบียนสัตว์ → มีโรคมาก · ไม่เบียดเบียน → มีโรคน้อย
- มักโกรธ → ผิวพรรณไม่งาม · ไม่มักโกรธ → ผิวพรรณงาม
- ริษยา → มีอิทธิพลน้อย · ไม่ริษยา → มีอิทธิพลมาก
- ไม่ให้ทาน → ยากจน · ให้ทาน → มีโภคทรัพย์มาก
- กระด้างถือตัว ไม่เคารพผู้ควรเคารพ → เกิดในตระกูลต่ำ · อ่อนน้อม → เกิดในตระกูลสูง
- ไม่ไต่ถามผู้รู้ว่าอะไรดีไม่ดี → ปัญญาน้อย · ไต่ถามผู้รู้ → มีปัญญามาก
ไม่ใช่ทุกอย่างเป็นผลของกรรมเก่า
ในสีวกสูตร พระพุทธเจ้าตรัสว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นมีหลายสาเหตุ เช่น ดี เสมหะ ลม ความเปลี่ยนแปลงของฤดู การดูแลตัวเองไม่ดี การถูกทำร้าย และผลของกรรม การเชื่อว่า “ทุกอย่างเป็นเพราะกรรมเก่า” จึงเกินความจริง ในติตถายตนสูตรยังทรงชี้ว่าความเห็นแบบนี้ทำให้คนไม่มีแรงจูงใจทำดีในปัจจุบัน
พระพุทธเจ้ายังตรัสว่าวิบากของกรรมเป็นหนึ่งใน “อจินไตย” คือเรื่องที่ไม่ควรคิดคาดคะเนจนเกินไป เพราะซับซ้อนเกินกว่าจะคำนวณได้ สิ่งที่ควรใส่ใจคือเจตนาในปัจจุบันที่อยู่ในมือเรา
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อย
- “กรรมคือโชคชะตาที่ถูกกำหนดไว้แล้ว” — ไม่ใช่ กรรมใหม่เกิดได้ทุกขณะชวนะ และกรรมดีใหม่ช่วยเสริมหรือบีบคั้นผลของกรรมเก่าได้
- “ทำดีต้องได้ดีทันที” — ไม่จำเป็น กรรมให้ผลต่างเวลากัน และอาจถูกกรรมอื่นบีบคั้นอยู่ แต่กรรมดีไม่สูญหายไปไหน จนกว่าจะหมดโอกาสให้ผล
- “ทำพิธีแล้วกรรมเก่าจะถูกลบล้าง” — ไม่ใช่ ในองคุลิมาลสูตร แม้พระองคุลิมาลจะบรรลุอรหัตตผลแล้ว ยังต้องรับผลกรรมเก่าบางส่วน เช่น ถูกขว้างด้วยก้อนหิน สิ่งที่เปลี่ยนผลของกรรมได้จริงคือกรรมใหม่และการพ้นจากวัฏฏะ
- “คนลำบากเพราะกรรมของเขาเอง ไม่ต้องช่วย” — ไม่ใช่ หลักกรรมมีไว้ให้พิจารณาตัวเอง ไม่ใช่ตัดสินผู้อื่น การช่วยเหลือผู้ลำบากด้วยกรุณาเป็นกุศลกรรมของเราเอง
- “เผลอทำโดยไม่ตั้งใจก็บาปเท่ากัน” — ไม่ใช่ ไม่มีเจตนาก็ไม่เป็นกรรมบถ แต่ความประมาทเลินเล่อซ้ำๆ ก็เป็นสิ่งที่ควรระวัง
3 เข้าใจง่ายๆ
กรรมไม่ใช่ “โชคชะตา” แต่คือ “เจตนาในปัจจุบัน” ทุกครั้งที่ใจเลือกจะโกรธหรือจะอภัย กรรมกำลังถูกสร้างอยู่ตรงนั้น
และกรรมไม่ได้ทำงานแบบเครื่องคิดเลข หนึ่งต่อหนึ่ง มีทั้งกรรมที่ส่งผลเร็ว ช้า และกรรมที่หมดแรงไป บางกรรมช่วยเสริม บางกรรมเบียดเบียนกรรมอื่น — อธิบายได้ว่าทำไมคนทำดีบางคนยังเจอเรื่องร้าย
ลองนึกถึงสวนผัก เมล็ดที่หว่านลงดิน (กรรม) ไม่ได้งอกพร้อมกันทั้งหมด บางเมล็ดงอกในสัปดาห์เดียว บางเมล็ดรอหลายฤดูกว่าจะมีฝนพอ บางเมล็ดถูกนกจิกกินไปก่อน ส่วนต้นที่งอกแล้วก็โตต่างกันตามปุ๋ย น้ำ และแมลง แต่ไม่มีวันที่เมล็ดมะม่วงจะงอกเป็นต้นพริก
สิ่งที่เราควบคุมได้คือ “เมล็ดที่กำลังหว่านตอนนี้” การกังวลว่ากรรมเก่าจะให้ผลอย่างไรมีประโยชน์น้อยกว่าการตั้งใจดูแลเจตนาในวันนี้ ซึ่งจะกลายเป็นสวนของเราในวันหน้า
4 ลองแยกดู
กรรมต่อไปนี้จัดอยู่ในลำดับการให้ผลแบบไหน?
- ทำร้ายบิดาจนเสียชีวิต
- เจริญสมาธิจนได้ฌานและรักษาไว้ได้จนตาย
- สวดมนต์ไหว้พระทุกคืนมาสามสิบปี
- ก่อนสิ้นใจ ลูกหลานพาไหว้พระ ใจเลื่อมใสอย่างยิ่ง
- เคยช่วยคนแปลกหน้าครั้งเดียวเมื่อหลายปีก่อนแล้วลืมไป
- ทำให้คณะสงฆ์แตกแยกกัน
- โกหกเพื่อเอาตัวรอดเป็นนิสัยทุกวัน
- ใกล้ตาย นึกโกรธแค้นคนคนหนึ่งอย่างรุนแรง
- ร่วมทำบุญกับเพื่อนครั้งหนึ่งเพราะเพื่อนชวน โดยไม่ได้ใส่ใจนัก
- ทำร้ายพระอรหันต์จนสิ้นชีวิต
5 ลองสังเกตในชีวิตจริง
- เมื่อมีเรื่องกระทบใจ ให้รู้ว่า “ตอนนี้แหละคือจุดที่กรรมใหม่กำลังเกิด” แล้วเลือกตอบสนองอย่างมีสติ
- ก่อนนอน ลองทบทวนกรรมบถ ๑๐ ข้อของวันนี้แบบเร็วๆ: วันนี้มีข้อไหนที่รักษาได้ดี และข้อไหนที่พรุ่งนี้อยากทำให้ดีขึ้น โดยไม่ตำหนิตัวเอง
- เลือกกุศลหนึ่งอย่างที่อยากให้เป็นอาจิณณกรรม เช่น พูดขอบคุณทุกวัน หรือแผ่เมตตาก่อนนอน แล้วทำต่อเนื่อง ๓๐ วัน
- เมื่อเจอเรื่องร้าย ลองถามว่า “มีเหตุปัจจุบันอะไรที่แก้ไขได้บ้าง” ก่อนจะสรุปว่าเป็นกรรมเก่า ตามหลักในสีวกสูตร
- เมื่อเห็นคนลำบาก ให้ใช้หลักกรรมกับตัวเราเอง คือถามว่า “เราจะทำกรรมอะไรต่อสถานการณ์นี้” แทนที่จะถามว่า “เขาทำกรรมอะไรมา”
6 คำศัพท์น่ารู้
- กรรม
- การกระทำที่มีเจตนา ทางกาย วาจา ใจ
- วิบาก
- ผลของกรรม
- กรรมจตุกกะ
- การจำแนกกรรม ๔ หมวด หมวดละ ๔
- ชนกกรรม
- กรรมที่นำให้เกิด ทำให้วิบากเกิดขึ้น
- อุปัตถัมภกกรรม
- กรรมที่ช่วยเสริมผลของกรรมอื่น
- อุปปีฬกกรรม
- กรรมที่บีบคั้นผลของกรรมอื่นให้อ่อนลง
- อุปฆาตกกรรม
- กรรมที่ตัดรอนผลของกรรมอื่น
- ครุกรรม
- กรรมหนัก ให้ผลก่อนกรรมอื่น
- อาสันนกรรม
- กรรมที่ทำหรือระลึกได้ใกล้ตาย
- อาจิณณกรรม
- กรรมที่ทำซ้ำจนเป็นนิสัย
- กตัตตากรรม
- กรรมที่ทำไว้เล็กน้อย
- อนันตริยกรรม
- กรรมหนักที่สุดฝ่ายอกุศล ๕ อย่าง ให้ผลในชาติถัดไปทันที
- อโหสิกรรม
- กรรมที่ไม่มีโอกาสให้ผลแล้ว
- กรรมบถ
- ทางแห่งกรรม ๑๐ อย่างทั้งฝ่ายกุศลและอกุศล
- อจินไตย
- เรื่องที่ไม่ควรคิดคาดคะเนเกินไป เช่น วิบากของกรรม
7 สรุปท้ายบท
- กรรมคือเจตนา สิ่งที่ได้รับคือวิบาก — กรรมเกิดได้ทั้งทางกาย วาจา และใจ
- กรรมใหม่เกิดที่ชวนะ ชวนะดวงที่ ๑ ให้ผลในชาตินี้ ดวงที่ ๗ ให้ผลในชาติหน้า ดวงที่ ๒–๖ ให้ผลในชาติต่อๆ ไป
- ตามหน้าที่: ชนก (ทำให้เกิด) อุปัตถัมภก (เสริม) อุปปีฬก (บีบคั้น) อุปฆาตก (ตัดรอน)
- ตามลำดับการให้ผล: ครุ → อาสันนะ → อาจิณณะ → กตัตตา
- ไม่ใช่ทุกอย่างเป็นผลของกรรมเก่า และหลักกรรมมีไว้พิจารณาตัวเอง ไม่ใช่ตัดสินผู้อื่น
8 ทบทวนตัวเอง
“กรรม” กับ “วิบาก” ต่างกันอย่างไร
กรรมคือเจตนาหรือการกระทำที่เป็นเหตุ วิบากคือผลที่ได้รับ
อุปัตถัมภกกรรมกับอุปปีฬกกรรมต่างกันอย่างไร
อุปัตถัมภกกรรมเสริมผลของกรรมอื่นให้แรงขึ้น ส่วนอุปปีฬกกรรมบีบคั้นผลของกรรมอื่นให้อ่อนลง
อนันตริยกรรม ๕ มีอะไรบ้าง
ฆ่ามารดา ฆ่าบิดา ฆ่าพระอรหันต์ ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนห้อพระโลหิต และทำสงฆ์ให้แตกกัน
อุปมาก้อนเกลือในโลณกสูตรสอนอะไร
บาปเท่ากันให้ผลต่างกันตามการอบรมของผู้ทำ คนที่อบรมกาย ศีล จิต ปัญญาดีแล้ว ผลของบาปเล็กน้อยจะเบาบาง เหมือนเกลือในแม่น้ำคงคา
ทำไมจึงไม่ควรเชื่อว่าทุกอย่างเป็นเพราะกรรมเก่า
เพราะในสีวกสูตร พระพุทธเจ้าตรัสว่าความรู้สึกมีหลายสาเหตุ และความเห็นว่าทุกอย่างมาจากกรรมเก่าทำให้คนไม่มีแรงจูงใจทำดีในปัจจุบัน