← กลับไปหน้ารวม
บทที่ 11 จาก 17

ชวนะกับการให้ผลของกรรม

กรรมสร้างตรงไหน และให้ผลเมื่อไร
ที่มา: อภิธัมมัตถสังคหะ ปริจเฉทที่ ๔–๕ (กรรมจตุกกะ) / จูฬกัมมวิภังคสูตร / องคุลิมาลสูตร (มัชฌิมนิกาย) / โลณกสูตรและติตถายตนสูตร (อังคุตตรนิกาย) / สีวกสูตร (สังยุตตนิกาย)

กมฺมสฺสกา มาณว สตฺตา กมฺมทายาทา กมฺมโยนี กมฺมพนฺธู กมฺมปฏิสรณา

“มาณพ สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทของกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย (จูฬกัมมวิภังคสูตร)”

1 หลักอภิธรรม

กรรมคือเจตนา และกรรมใหม่ถูกสร้างที่ช่วงชวนะของวิถีจิต ซึ่งปกติเกิด ๗ ขณะ

อภิธัมมัตถสังคหะแบ่งกรรมตามเวลาให้ผลได้ ๔ อย่าง คือ ๑) ทิฏฐธัมมเวทนียกรรม — ให้ผลในชาตินี้ (จากชวนะดวงที่ ๑) ๒) อุปปัชชเวทนียกรรม — ให้ผลในชาติถัดไป (จากชวนะดวงที่ ๗) ๓) อปราปริยเวทนียกรรม — ให้ผลในชาติต่อๆ ไป (จากชวนะดวงที่ ๒–๖) ๔) อโหสิกรรม — กรรมที่หมดโอกาสให้ผล

นอกจากนี้ยังจำแนกกรรมตามหน้าที่ (ชนกกรรม อุปัตถัมภกกรรม อุปปีฬกกรรม อุปฆาตกกรรม) ตามลำดับการให้ผล (ครุกรรม อาสันนกรรม อาจิณณกรรม กตัตตากรรม) และตามภูมิที่ให้ผล รวมเป็น “กรรมจตุกกะ” คือกรรม ๔ หมวด หมวดละ ๔

2 เจาะลึก

กรรมคืออะไร และไม่ใช่อะไร

ในบทที่ ๔ เราเรียนว่า “เจตนาคือกรรม” กรรมจึงหมายถึงการกระทำที่มีเจตนา ไม่ใช่ “ผล” ที่ได้รับ คนไทยมักพูดว่า “เป็นกรรมของเขา” เมื่อหมายถึงเคราะห์ร้าย แต่ในภาษาอภิธรรม สิ่งที่ได้รับคือ “วิบาก” ส่วนกรรมคือเหตุที่ทำไว้

กรรมเกิดได้ ๓ ทาง คือ กายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม การคิดพยาบาทแม้ไม่ได้พูดหรือทำอะไรก็เป็นมโนกรรมแล้ว ส่วนการกระทำที่ไม่มีเจตนา เช่น เผลอเหยียบมดโดยไม่รู้ ไม่เป็นกรรมฆ่าสัตว์

กรรมเกิดที่ชวนะ และให้ผลต่างเวลากัน

ตามบทที่ ๙ ชวนะ ๗ ขณะในวิถีจิตเดียวกันเป็นจิตประเภทเดียวกัน แต่มีกำลังและเวลาให้ผลต่างกัน ชวนะดวงแรกยังไม่มีแรงสะสม ดวงสุดท้ายกำลังจะหมดแรง ส่วนดวงกลางมีกำลังมากที่สุด

กรรม ๔ ตามหน้าที่

กรรมไม่ได้ทำงานเดี่ยวๆ แต่ทำงานร่วมกันเหมือนปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อต้นไม้ต้นหนึ่ง

  • ชนกกรรม — กรรมที่ทำให้วิบากเกิดขึ้น ทั้งปฏิสนธิจิตและวิบากระหว่างชีวิต เหมือนเมล็ดพันธุ์
  • อุปัตถัมภกกรรม — กรรมที่ไม่ได้ให้ผลเอง แต่ช่วยเสริมให้ผลของกรรมอื่นดียิ่งขึ้นหรือเลวยิ่งขึ้น เหมือนปุ๋ยและน้ำ
  • อุปปีฬกกรรม — กรรมที่บีบคั้น ทำให้ผลของกรรมอื่นอ่อนลง เหมือนแมลงศัตรูพืช เช่น เกิดในตระกูลดีแต่สุขภาพไม่ดีตลอดชีวิต
  • อุปฆาตกกรรม — กรรมที่ตัดรอนผลของกรรมอื่นจนหมด แล้วให้ผลของตนแทน เหมือนขวานที่โค่นต้นไม้ (เชื่อมกับการตายแบบอุปัจเฉทกกรรมในบทที่ ๑๐)

กรรม ๔ ตามลำดับการให้ผล

เมื่อใกล้ตาย มีกรรมหลายอย่างรอให้ผลนำเกิด กรรมที่มีกำลังมากกว่าจะได้โอกาสก่อน ดังอุปมาโคในคอกที่เล่าไว้ในบทที่ ๑๐

  • ครุกรรมฝ่ายกุศล คือ ฌาน (มหัคคตกุศล) ผู้ที่ได้ฌานและไม่เสื่อมจะเกิดในพรหมโลก
  • ครุกรรมฝ่ายอกุศล คือ อนันตริยกรรม ๕ ได้แก่ ฆ่ามารดา ฆ่าบิดา ฆ่าพระอรหันต์ ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนห้อพระโลหิต และทำสงฆ์ให้แตกกัน รวมทั้งนิยตมิจฉาทิฏฐิ (ความเห็นผิดที่ดิ่งลงจนปฏิเสธกรรมและผลของกรรม)

กรรม ๔ ตามภูมิที่ให้ผล

หมวดสุดท้ายของกรรมจตุกกะแบ่งตามระดับของกรรม ซึ่งให้ผลในภูมิต่างกัน (รายละเอียดของภูมิอยู่ในบทที่ ๑๒)

  • อกุศลกรรม — ให้ผลนำเกิดในอบายภูมิ และให้ผลที่ไม่น่าปรารถนาในภูมิอื่นๆ
  • กามาวจรกุศลกรรม — ให้ผลนำเกิดเป็นมนุษย์และเทวดา ๖ ชั้น
  • รูปาวจรกุศลกรรม (รูปฌาน) — ให้ผลนำเกิดในรูปพรหม
  • อรูปาวจรกุศลกรรม (อรูปฌาน) — ให้ผลนำเกิดในอรูปพรหม

กุศลกรรมบถ ๑๐ และองค์ของกรรม

กุศลกรรมบถเป็นภาพกระจกของอกุศลกรรมบถในบทที่ ๕ ได้แก่ ทางกาย ๓ — เว้นจากฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม ทางวาจา ๔ — เว้นจากพูดเท็จ ส่อเสียด คำหยาบ เพ้อเจ้อ ทางใจ ๓ — ไม่โลภอยากได้ของผู้อื่น ไม่พยาบาท และมีความเห็นถูก

กรรมบถจะ “ครบ” ต้องมีองค์ครบ เช่น การฆ่าสัตว์มีองค์ ๕ ตามอรรถกถา คือ สัตว์มีชีวิต รู้ว่ามีชีวิต มีจิตคิดจะฆ่า พยายามฆ่า และสัตว์ตายด้วยความพยายามนั้น ถ้าขาดองค์ใด ก็ยังเป็นอกุศลกรรม แต่ไม่ถึงขั้นกรรมบถ

อะไรทำให้กรรมหนักหรือเบา

อรรถกถาอธิบายว่ากรรมเดียวกันอาจหนักเบาต่างกันตามปัจจัยหลายอย่าง เช่น คุณธรรมของผู้ที่ถูกกระทำ ความแรงของกิเลสและเจตนา และความพยายามที่ใช้ การทำบุญกับผู้มีศีลมีผลมากกว่า และการทำร้ายผู้มีคุณมีโทษหนักกว่า

ในโลณกสูตร พระพุทธเจ้าเปรียบว่า ถ้าใส่เกลือหนึ่งก้อนลงในถ้วยน้ำเล็กๆ น้ำจะเค็มจนดื่มไม่ได้ แต่ถ้าใส่เกลือก้อนเดียวกันลงในแม่น้ำคงคา น้ำก็ไม่เค็ม บาปเล็กน้อยของคนที่ไม่ได้อบรมกาย ศีล จิต ปัญญา อาจให้ผลหนัก แต่บาปเท่ากันของคนที่อบรมดีแล้วให้ผลเบาบาง กรรมจึงไม่ได้คิดแบบหนึ่งต่อหนึ่ง

ตัวอย่างผลของกรรมจากจูฬกัมมวิภังคสูตร

มาณพชื่อสุภะทูลถามว่าทำไมมนุษย์จึงต่างกัน พระพุทธเจ้าตรัสตอบเป็นคู่ๆ ว่ากรรมแบบใดมักนำไปสู่ผลแบบใด

  • ฆ่าสัตว์ → อายุสั้น · เว้นจากการฆ่า มีเมตตา → อายุยืน
  • เบียดเบียนสัตว์ → มีโรคมาก · ไม่เบียดเบียน → มีโรคน้อย
  • มักโกรธ → ผิวพรรณไม่งาม · ไม่มักโกรธ → ผิวพรรณงาม
  • ริษยา → มีอิทธิพลน้อย · ไม่ริษยา → มีอิทธิพลมาก
  • ไม่ให้ทาน → ยากจน · ให้ทาน → มีโภคทรัพย์มาก
  • กระด้างถือตัว ไม่เคารพผู้ควรเคารพ → เกิดในตระกูลต่ำ · อ่อนน้อม → เกิดในตระกูลสูง
  • ไม่ไต่ถามผู้รู้ว่าอะไรดีไม่ดี → ปัญญาน้อย · ไต่ถามผู้รู้ → มีปัญญามาก

ไม่ใช่ทุกอย่างเป็นผลของกรรมเก่า

ในสีวกสูตร พระพุทธเจ้าตรัสว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นมีหลายสาเหตุ เช่น ดี เสมหะ ลม ความเปลี่ยนแปลงของฤดู การดูแลตัวเองไม่ดี การถูกทำร้าย และผลของกรรม การเชื่อว่า “ทุกอย่างเป็นเพราะกรรมเก่า” จึงเกินความจริง ในติตถายตนสูตรยังทรงชี้ว่าความเห็นแบบนี้ทำให้คนไม่มีแรงจูงใจทำดีในปัจจุบัน

พระพุทธเจ้ายังตรัสว่าวิบากของกรรมเป็นหนึ่งใน “อจินไตย” คือเรื่องที่ไม่ควรคิดคาดคะเนจนเกินไป เพราะซับซ้อนเกินกว่าจะคำนวณได้ สิ่งที่ควรใส่ใจคือเจตนาในปัจจุบันที่อยู่ในมือเรา

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อย

  • “กรรมคือโชคชะตาที่ถูกกำหนดไว้แล้ว” — ไม่ใช่ กรรมใหม่เกิดได้ทุกขณะชวนะ และกรรมดีใหม่ช่วยเสริมหรือบีบคั้นผลของกรรมเก่าได้
  • “ทำดีต้องได้ดีทันที” — ไม่จำเป็น กรรมให้ผลต่างเวลากัน และอาจถูกกรรมอื่นบีบคั้นอยู่ แต่กรรมดีไม่สูญหายไปไหน จนกว่าจะหมดโอกาสให้ผล
  • “ทำพิธีแล้วกรรมเก่าจะถูกลบล้าง” — ไม่ใช่ ในองคุลิมาลสูตร แม้พระองคุลิมาลจะบรรลุอรหัตตผลแล้ว ยังต้องรับผลกรรมเก่าบางส่วน เช่น ถูกขว้างด้วยก้อนหิน สิ่งที่เปลี่ยนผลของกรรมได้จริงคือกรรมใหม่และการพ้นจากวัฏฏะ
  • “คนลำบากเพราะกรรมของเขาเอง ไม่ต้องช่วย” — ไม่ใช่ หลักกรรมมีไว้ให้พิจารณาตัวเอง ไม่ใช่ตัดสินผู้อื่น การช่วยเหลือผู้ลำบากด้วยกรุณาเป็นกุศลกรรมของเราเอง
  • “เผลอทำโดยไม่ตั้งใจก็บาปเท่ากัน” — ไม่ใช่ ไม่มีเจตนาก็ไม่เป็นกรรมบถ แต่ความประมาทเลินเล่อซ้ำๆ ก็เป็นสิ่งที่ควรระวัง

3 เข้าใจง่ายๆ

กรรมไม่ใช่ “โชคชะตา” แต่คือ “เจตนาในปัจจุบัน” ทุกครั้งที่ใจเลือกจะโกรธหรือจะอภัย กรรมกำลังถูกสร้างอยู่ตรงนั้น

และกรรมไม่ได้ทำงานแบบเครื่องคิดเลข หนึ่งต่อหนึ่ง มีทั้งกรรมที่ส่งผลเร็ว ช้า และกรรมที่หมดแรงไป บางกรรมช่วยเสริม บางกรรมเบียดเบียนกรรมอื่น — อธิบายได้ว่าทำไมคนทำดีบางคนยังเจอเรื่องร้าย

ลองนึกถึงสวนผัก เมล็ดที่หว่านลงดิน (กรรม) ไม่ได้งอกพร้อมกันทั้งหมด บางเมล็ดงอกในสัปดาห์เดียว บางเมล็ดรอหลายฤดูกว่าจะมีฝนพอ บางเมล็ดถูกนกจิกกินไปก่อน ส่วนต้นที่งอกแล้วก็โตต่างกันตามปุ๋ย น้ำ และแมลง แต่ไม่มีวันที่เมล็ดมะม่วงจะงอกเป็นต้นพริก

สิ่งที่เราควบคุมได้คือ “เมล็ดที่กำลังหว่านตอนนี้” การกังวลว่ากรรมเก่าจะให้ผลอย่างไรมีประโยชน์น้อยกว่าการตั้งใจดูแลเจตนาในวันนี้ ซึ่งจะกลายเป็นสวนของเราในวันหน้า

4 ลองแยกดู

กรรมต่อไปนี้จัดอยู่ในลำดับการให้ผลแบบไหน?

  1. ทำร้ายบิดาจนเสียชีวิต
  2. เจริญสมาธิจนได้ฌานและรักษาไว้ได้จนตาย
  3. สวดมนต์ไหว้พระทุกคืนมาสามสิบปี
  4. ก่อนสิ้นใจ ลูกหลานพาไหว้พระ ใจเลื่อมใสอย่างยิ่ง
  5. เคยช่วยคนแปลกหน้าครั้งเดียวเมื่อหลายปีก่อนแล้วลืมไป
  6. ทำให้คณะสงฆ์แตกแยกกัน
  7. โกหกเพื่อเอาตัวรอดเป็นนิสัยทุกวัน
  8. ใกล้ตาย นึกโกรธแค้นคนคนหนึ่งอย่างรุนแรง
  9. ร่วมทำบุญกับเพื่อนครั้งหนึ่งเพราะเพื่อนชวน โดยไม่ได้ใส่ใจนัก
  10. ทำร้ายพระอรหันต์จนสิ้นชีวิต

5 ลองสังเกตในชีวิตจริง

  • เมื่อมีเรื่องกระทบใจ ให้รู้ว่า “ตอนนี้แหละคือจุดที่กรรมใหม่กำลังเกิด” แล้วเลือกตอบสนองอย่างมีสติ
  • ก่อนนอน ลองทบทวนกรรมบถ ๑๐ ข้อของวันนี้แบบเร็วๆ: วันนี้มีข้อไหนที่รักษาได้ดี และข้อไหนที่พรุ่งนี้อยากทำให้ดีขึ้น โดยไม่ตำหนิตัวเอง
  • เลือกกุศลหนึ่งอย่างที่อยากให้เป็นอาจิณณกรรม เช่น พูดขอบคุณทุกวัน หรือแผ่เมตตาก่อนนอน แล้วทำต่อเนื่อง ๓๐ วัน
  • เมื่อเจอเรื่องร้าย ลองถามว่า “มีเหตุปัจจุบันอะไรที่แก้ไขได้บ้าง” ก่อนจะสรุปว่าเป็นกรรมเก่า ตามหลักในสีวกสูตร
  • เมื่อเห็นคนลำบาก ให้ใช้หลักกรรมกับตัวเราเอง คือถามว่า “เราจะทำกรรมอะไรต่อสถานการณ์นี้” แทนที่จะถามว่า “เขาทำกรรมอะไรมา”

6 คำศัพท์น่ารู้

กรรม
การกระทำที่มีเจตนา ทางกาย วาจา ใจ
วิบาก
ผลของกรรม
กรรมจตุกกะ
การจำแนกกรรม ๔ หมวด หมวดละ ๔
ชนกกรรม
กรรมที่นำให้เกิด ทำให้วิบากเกิดขึ้น
อุปัตถัมภกกรรม
กรรมที่ช่วยเสริมผลของกรรมอื่น
อุปปีฬกกรรม
กรรมที่บีบคั้นผลของกรรมอื่นให้อ่อนลง
อุปฆาตกกรรม
กรรมที่ตัดรอนผลของกรรมอื่น
ครุกรรม
กรรมหนัก ให้ผลก่อนกรรมอื่น
อาสันนกรรม
กรรมที่ทำหรือระลึกได้ใกล้ตาย
อาจิณณกรรม
กรรมที่ทำซ้ำจนเป็นนิสัย
กตัตตากรรม
กรรมที่ทำไว้เล็กน้อย
อนันตริยกรรม
กรรมหนักที่สุดฝ่ายอกุศล ๕ อย่าง ให้ผลในชาติถัดไปทันที
อโหสิกรรม
กรรมที่ไม่มีโอกาสให้ผลแล้ว
กรรมบถ
ทางแห่งกรรม ๑๐ อย่างทั้งฝ่ายกุศลและอกุศล
อจินไตย
เรื่องที่ไม่ควรคิดคาดคะเนเกินไป เช่น วิบากของกรรม

7 สรุปท้ายบท

  • กรรมคือเจตนา สิ่งที่ได้รับคือวิบาก — กรรมเกิดได้ทั้งทางกาย วาจา และใจ
  • กรรมใหม่เกิดที่ชวนะ ชวนะดวงที่ ๑ ให้ผลในชาตินี้ ดวงที่ ๗ ให้ผลในชาติหน้า ดวงที่ ๒–๖ ให้ผลในชาติต่อๆ ไป
  • ตามหน้าที่: ชนก (ทำให้เกิด) อุปัตถัมภก (เสริม) อุปปีฬก (บีบคั้น) อุปฆาตก (ตัดรอน)
  • ตามลำดับการให้ผล: ครุ → อาสันนะ → อาจิณณะ → กตัตตา
  • ไม่ใช่ทุกอย่างเป็นผลของกรรมเก่า และหลักกรรมมีไว้พิจารณาตัวเอง ไม่ใช่ตัดสินผู้อื่น

8 ทบทวนตัวเอง

“กรรม” กับ “วิบาก” ต่างกันอย่างไร

กรรมคือเจตนาหรือการกระทำที่เป็นเหตุ วิบากคือผลที่ได้รับ

อุปัตถัมภกกรรมกับอุปปีฬกกรรมต่างกันอย่างไร

อุปัตถัมภกกรรมเสริมผลของกรรมอื่นให้แรงขึ้น ส่วนอุปปีฬกกรรมบีบคั้นผลของกรรมอื่นให้อ่อนลง

อนันตริยกรรม ๕ มีอะไรบ้าง

ฆ่ามารดา ฆ่าบิดา ฆ่าพระอรหันต์ ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนห้อพระโลหิต และทำสงฆ์ให้แตกกัน

อุปมาก้อนเกลือในโลณกสูตรสอนอะไร

บาปเท่ากันให้ผลต่างกันตามการอบรมของผู้ทำ คนที่อบรมกาย ศีล จิต ปัญญาดีแล้ว ผลของบาปเล็กน้อยจะเบาบาง เหมือนเกลือในแม่น้ำคงคา

ทำไมจึงไม่ควรเชื่อว่าทุกอย่างเป็นเพราะกรรมเก่า

เพราะในสีวกสูตร พระพุทธเจ้าตรัสว่าความรู้สึกมีหลายสาเหตุ และความเห็นว่าทุกอย่างมาจากกรรมเก่าทำให้คนไม่มีแรงจูงใจทำดีในปัจจุบัน