← พระสูตรทั้งหมด
พระสูตร · การ์ตูน · 19 ช่อง

ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร

พระสูตรแห่งการหมุนกงล้อธรรม — ปฐมเทศนาของพระพุทธเจ้า
ที่มา: สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค (พระไตรปิฎก เล่ม ๑๙ ข้อ ๑๖๖๔) และพระวินัยปิฎก มหาวรรค (เล่ม ๔ ข้อ ๑๐–๑๘)
1

เมื่อกว่า ๒,๖๐๐ ปีก่อน ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน — ป่าที่หมู่กวางได้รับอภัย ใกล้เมืองพาราณสี — ในวันเพ็ญเดือน ๘ พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมเป็นครั้งแรก นี่คือเรื่องราวของวันนั้น

2

หลังตรัสรู้ใต้ต้นโพธิ์ที่ตำบลอุรุเวลา (พุทธคยาในปัจจุบัน) พระพุทธเจ้าทรงดำริว่า…

พระพุทธเจ้า · คิดในใจ

เราจะพึงแสดงธรรมแก่ใครก่อนหนอ ใครจักรู้ทั่วถึงธรรมนี้ได้ฉับพลัน

ทรงนึกถึงอาจารย์เก่า คืออาฬารดาบสและอุทกดาบส ผู้มีปัญญาและกิเลสเบาบาง แต่ทั้งสองท่านสิ้นชีพไปแล้ว

3

จึงทรงระลึกถึงภิกษุปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ — โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ — ผู้เคยคอยปรนนิบัติระหว่างที่พระองค์บำเพ็ญทุกรกิริยา

แต่เมื่อพระองค์ทรงเลิกทรมานตนและกลับมาเสวยอาหาร ทั้งห้าเข้าใจว่าพระองค์ทิ้งความเพียรแล้ว จึงผิดหวังและจากไปอยู่ที่ป่าอิสิปตนะ

4

ระหว่างเสด็จด้วยพระบาทไปเมืองพาราณสี ทรงพบนักบวชชื่ออุปกะ

อุปกะ

อาวุโส อินทรีย์ของท่านผ่องใสยิ่งนัก ผิวพรรณบริสุทธิ์ผุดผ่อง ท่านบวชอุทิศใคร ใครเป็นศาสดาของท่าน

พระพุทธเจ้า

เราตรัสรู้ยิ่งเองแล้ว จะพึงอ้างใครเล่า อาจารย์ของเราไม่มี… เราจะไปเมืองในแคว้นกาสี เพื่อประกาศธรรมจักรให้เป็นไป

อุปกะสั่นศีรษะ แล้วเดินแยกไปอีกทาง — ข้อคิด: แม้ได้พบผู้รู้ แต่ถ้าใจยังไม่เปิดรับ ก็ผ่านเลยไปเปล่าๆ

5

เมื่อปัญจวัคคีย์เห็นพระพุทธเจ้าเสด็จมาแต่ไกล ก็นัดหมายกัน

ปัญจวัคคีย์

พระสมณโคดมนี้คลายความเพียร เวียนมาเป็นคนมักมาก พวกเราอย่าไหว้ อย่าลุกรับ อย่ารับบาตรจีวร แต่วางอาสนะไว้ ถ้าอยากนั่งก็นั่งเอง

6

แต่เมื่อพระองค์เสด็จมาถึง ทั้งห้ากลับรักษาข้อตกลงไม่ได้ ต่างลุกขึ้นต้อนรับ — รูปหนึ่งรับบาตรจีวร รูปหนึ่งปูอาสนะ รูปหนึ่งนำน้ำล้างพระบาท อีกรูปจัดตั่งรองพระบาท

แต่ยังเรียกพระองค์ด้วยพระนาม และใช้คำว่า “อาวุโส” (คุณ, เพื่อน) เหมือนคนเสมอกัน

7
พระพุทธเจ้า

ภิกษุทั้งหลาย อย่าเรียกตถาคตโดยระบุชื่อ และอย่าใช้คำว่า “อาวุโส” ตถาคตเป็นอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ เราได้บรรลุอมตธรรมแล้ว จงตั้งใจฟังเถิด

ปัญจวัคคีย์

อาวุโสโคดม แม้ด้วยทุกกรกิริยาอย่างหนักนั้น ท่านยังไม่บรรลุธรรมวิเศษ บัดนี้ท่านกลับมามักมาก จะบรรลุได้อย่างไรเล่า

ทั้งห้าทูลค้านอย่างนี้ถึง ๓ ครั้ง

8
พระพุทธเจ้า

ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจำได้หรือไม่ว่า ถ้อยคำเช่นนี้ เราเคยพูดมาก่อน

ปัญจวัคคีย์

คำนี้ไม่เคยได้ฟังเลย พระพุทธเจ้าข้า

ปัญจวัคคีย์จึงยอมตั้งใจฟัง — พระธรรมเทศนากัณฑ์แรกจึงเริ่มขึ้น

9
พระพุทธเจ้า

เทฺวเม ภิกฺขเว อนฺตา ปพฺพชิเตน น เสวิตพฺพา

ภิกษุทั้งหลาย ส่วนสุด ๒ อย่างนี้ บรรพชิตไม่ควรเสพ

กามสุขัลลิกานุโยค

การหมกมุ่นพัวพันในความสุขทางกาม — เป็นของต่ำ ของชาวบ้าน ของปุถุชน ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์

อัตตกิลมถานุโยค

การทรมานตนให้ลำบาก — เป็นทุกข์ ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์

พระองค์ทรงผ่านมาแล้วทั้งสองทาง — ชีวิตเจ้าชายในปราสาท และการบำเพ็ญทุกรกิริยาถึง ๖ ปี — จึงตรัสจากประสบการณ์จริงว่าทั้งสองทางไม่ใช่ทางพ้นทุกข์

10
พระพุทธเจ้า

ข้อปฏิบัติอันเป็นสายกลาง ที่ไม่เข้าไปใกล้ส่วนสุดทั้งสองนี้ ตถาคตได้ตรัสรู้แล้ว ทำให้เกิดจักษุ ทำให้เกิดญาณ เป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน

ทางสายกลาง = อริยมรรคมีองค์ ๘

  1. สัมมาทิฏฐิเห็นชอบ — เข้าใจอริยสัจ ๔
  2. สัมมาสังกัปปะดำริชอบ — คิดออกจากกาม ไม่พยาบาท ไม่เบียดเบียน
  3. สัมมาวาจาเจรจาชอบ — ไม่พูดเท็จ ส่อเสียด หยาบคาย เพ้อเจ้อ
  4. สัมมากัมมันตะกระทำชอบ — ไม่ฆ่า ไม่ลัก ไม่ประพฤติผิดในกาม
  5. สัมมาอาชีวะเลี้ยงชีพชอบ — ละการหาเลี้ยงชีพที่ผิด
  6. สัมมาวายามะเพียรชอบ — เพียรละชั่ว และเจริญความดี
  7. สัมมาสติระลึกชอบ — สติปัฏฐาน ๔ · วิธีปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔
  8. สัมมาสมาธิตั้งใจมั่นชอบ — จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ

ซี่ล้อทั้ง ๘ ของ “ธรรมจักร” จึงมักใช้เป็นสัญลักษณ์ของมรรคมีองค์ ๘ นี้

11

จากนั้นทรงแสดง อริยสัจ ๔ — ความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการ ซึ่งเป็นหัวใจของพระสูตรนี้

1

ทุกข์

เหมือนโรค

หน้าที่: กำหนดรู้
2

สมุทัย

เหมือนต้นเหตุของโรค

หน้าที่: ละ
3

นิโรธ

เหมือนการหายจากโรค

หน้าที่: ทำให้แจ้ง
4

มรรค

เหมือนยารักษาโรค

หน้าที่: เจริญ

อุปมาเรื่องโรคนี้มาจากคัมภีร์วิสุทธิมรรค ไม่ได้อยู่ในตัวพระสูตร

12
พระพุทธเจ้า

อิทํ โข ปน ภิกฺขเว ทุกฺขํ อริยสจฺจํ

ภิกษุทั้งหลาย นี้แลคือทุกขอริยสัจ — ความเกิดเป็นทุกข์ ความแก่เป็นทุกข์ ความเจ็บไข้เป็นทุกข์ ความตายเป็นทุกข์ การประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รักเป็นทุกข์ การพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักเป็นทุกข์ ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์ โดยย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์

“ทุกข์” ในที่นี้ไม่ได้แปลว่าเศร้าเสียใจเท่านั้น แต่หมายถึงสภาพที่ไม่เที่ยง ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ จึงพึ่งพิงไม่ได้จริง — หน้าที่ต่อทุกข์คือ “กำหนดรู้” ให้ทั่วถึง

13
พระพุทธเจ้า

อิทํ โข ปน ภิกฺขเว ทุกฺขสมุทโย อริยสจฺจํ

นี้แลคือทุกขสมุทัยอริยสัจ — คือตัณหา ความทะยานอยากที่นำไปสู่ภพใหม่ ประกอบด้วยความกำหนัดเพลิดเพลิน เพลินยิ่งในอารมณ์นั้นๆ

กามตัณหา

อยากได้สิ่งที่น่าพอใจ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย

ภวตัณหา

อยากเป็น อยากมี อยากให้คงอยู่ตลอดไป

วิภวตัณหา

อยากไม่เป็น อยากให้สิ่งที่ไม่ชอบดับหายไป

“ตัณหา” แปลตรงตัวว่า ความกระหาย — เหมือนคนกลางทะเลทรายที่วิ่งตามภาพลวงตา ยิ่งวิ่งยิ่งกระหาย — หน้าที่ต่อสมุทัยคือ “ละ”

14
พระพุทธเจ้า

อิทํ โข ปน ภิกฺขเว ทุกฺขนิโรโธ อริยสจฺจํ

นี้แลคือทุกขนิโรธอริยสัจ — ความดับโดยไม่เหลือแห่งตัณหานั้นเอง ความสละ ความวาง ความปล่อย ความไม่พัวพัน

เมื่อเชื้อหมด ไฟก็ดับเอง — ความดับทุกข์นี้คือ นิพพาน หน้าที่ต่อนิโรธคือ “ทำให้แจ้ง” และหนทางไปสู่ความดับนั้น (ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา) ก็คือมรรคมีองค์ ๘ ที่ตรัสไว้แล้ว ซึ่งต้อง “เจริญ” ให้มาก

บทเรียนที่เกี่ยวข้อง: นิพพาน →
15

พระองค์ตรัสว่า ทรงรู้อริยสัจแต่ละข้อครบ ๓ รอบ — รู้ว่า “นี่คืออะไร” (สัจจญาณ) รู้ว่า “ต้องทำอะไรกับมัน” (กิจจญาณ) และรู้ว่า “ทำเสร็จแล้ว” (กตญาณ) — ๓ รอบ × ๔ ข้อ จึงเป็น “อาการ ๑๒”

สัจจญาณ (รู้ว่าคืออะไร)กิจจญาณ (รู้ว่าต้องทำอะไร)กตญาณ (รู้ว่าทำแล้ว) ทุกข์สมุทัยนิโรธมรรค
แตะแต่ละช่องเพื่อเปิดดู
พระพุทธเจ้า

ตราบใดที่ญาณทัสสนะ มีรอบ ๓ อาการ ๑๒ ในอริยสัจ ๔ นี้ ยังไม่บริสุทธิ์ดีแก่เรา เราก็ยังไม่ปฏิญาณว่าได้ตรัสรู้ เมื่อบริสุทธิ์ดีแล้ว เราจึงปฏิญาณ

พระพุทธเจ้า

อกุปฺปา เม วิมุตฺติ อยมนฺติมา ชาติ นตฺถิทานิ ปุนพฺภโว

ความหลุดพ้นของเราไม่กลับกำเริบ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย บัดนี้ภพใหม่ไม่มีอีก

16

ขณะที่ทรงแสดงธรรมอยู่นั้นเอง ดวงตาเห็นธรรม (ธรรมจักษุ) อันปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน ได้เกิดขึ้นแก่ท่านโกณฑัญญะ

ท่านโกณฑัญญะ · คิดในใจ

ยํ กิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมํ

สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับไปเป็นธรรมดา

ท่านเห็นแจ้งด้วยตนเอง ไม่ใช่แค่จำคำสอน — นับเป็นพระอริยบุคคลองค์แรกในพระพุทธศาสนา (พระโสดาบัน)

บทเรียนที่เกี่ยวข้อง: ญาณ ๑๖ →
17

เมื่อพระพุทธเจ้าทรงหมุนธรรมจักรแล้ว ภุมมเทวดาบันลือเสียงขึ้น แล้วเสียงก็ต่อเป็นทอดๆ ขึ้นไป — จาตุมหาราช ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานรดี ปรนิมมิตวสวัตดี จนถึงพรหมโลก

เหล่าเทวดา

นั่นพระธรรมจักรอันยอดเยี่ยม พระผู้มีพระภาคทรงประกาศให้เป็นไปแล้ว ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เขตพระนครพาราณสี อันสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใครๆ ในโลก จะหมุนกลับไม่ได้!

หมื่นโลกธาตุหวั่นไหว และแสงสว่างอันยิ่งใหญ่ก็ปรากฏขึ้นในโลก

18
พระพุทธเจ้า

อญฺญาสิ วต โภ โกณฺฑญฺโญ

โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ! โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ!

ท่านโกณฑัญญะ

ขอข้าพระองค์พึงได้บรรพชา พึงได้อุปสมบท ในสำนักพระผู้มีพระภาค พระพุทธเจ้าข้า

พระพุทธเจ้า

เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว จงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด

ท่านจึงได้นามว่า “อัญญาโกณฑัญญะ” (โกณฑัญญะผู้รู้แล้ว) และเป็นภิกษุรูปแรกในพระพุทธศาสนา — วันนั้นพระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จึงครบบริบูรณ์เป็นครั้งแรก

19

วันเพ็ญเดือน ๘ ที่ทรงแสดงปฐมเทศนานี้ ชาวพุทธเรียกว่า “วันอาสาฬหบูชา” — ทุกปีจะเวียนเทียนรอบพระอุโบสถ ระลึกถึงวันที่กงล้อแห่งธรรมเริ่มหมุน

ต่อมาอีก ๔ ท่านก็ได้ดวงตาเห็นธรรมตามมา และเมื่อได้ฟัง อนัตตลักขณสูตร ทั้งห้าท่านก็บรรลุเป็นพระอรหันต์

— จบ —

สรุปจากเรื่อง

  • สุดโต่ง ๒ ทาง — หมกมุ่นในความสุข หรือทรมานตัวเอง — ไม่ใช่ทางพ้นทุกข์
  • ทางสายกลางคือมรรคมีองค์ ๘ ไม่ใช่ “ครึ่งๆ กลางๆ” แต่คือการปฏิบัติที่ถูกต้องพอดี
  • อริยสัจ ๔: ทุกข์ต้องรู้ สมุทัยต้องละ นิโรธต้องทำให้แจ้ง มรรคต้องเจริญ
  • เข้าใจแค่ “รู้ว่าคืออะไร” ยังไม่พอ ต้องรู้ว่าต้องทำอะไร และทำจนเสร็จ (รอบ ๓ อาการ ๑๒)
  • สิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับไปเป็นธรรมดา

ลองคิดดู

ในชีวิตประจำวัน เราเอียงไปทางสุดโต่งข้างไหนบ่อยกว่ากัน — ตามใจตัวเองเกินไป หรือกดดันตัวเองเกินไป?

ลองสังเกตหนึ่งสัปดาห์ เช่น การกิน การนอน การทำงาน ทางสายกลางไม่ใช่การทำน้อยๆ แต่คือทำสิ่งที่พาไปสู่ความสงบและปัญญา

ตัณหาแบบไหนที่เกิดกับเราบ่อยที่สุดในวันนี้?

อยากได้ (กามตัณหา) อยากเป็น/อยากให้คงอยู่ (ภวตัณหา) หรืออยากให้หายไป (วิภวตัณหา) — แค่เห็นมันตามจริง ก็เริ่ม “ละ” ได้แล้ว

ทำไมท่านโกณฑัญญะจึงเห็นธรรมด้วยประโยค “สิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งนั้นดับไป”?

เพราะเมื่อเห็นชัดว่าทุกสิ่งที่เกิดล้วนต้องดับ ก็ไม่มีสิ่งใดน่ายึดว่าเป็นตัวตนถาวร ความยึดมั่นที่เป็นต้นเหตุของทุกข์จึงคลายลง

เรียนต่อในพระอภิธรรม

ที่มา